ทำไมโครงสร้างเหล็กในโรงงานถึงต้องทาสีกันไฟ
เจาะลึกเหตุผลที่มาตรฐาน ASTM-E119 และ ISO 834 กลายเป็นข้อกำหนดสำคัญของโรงงานอุตสาหกรรมยุคใหม่ และสิ่งที่เจ้าของโรงงานควรรู้ก่อนตัดสินใจ
โครงสร้างเหล็กเป็นวัสดุหลักที่ใช้ในการก่อสร้างโรงงานอุตสาหกรรมเพราะมีความแข็งแรงสูง น้ำหนักเบากว่าคอนกรีต และก่อสร้างได้รวดเร็ว แต่เหล็กมีจุดอ่อนสำคัญที่หลายคนมองข้าม คือเมื่อเจอความร้อนสูงจากเพลิงไหม้ เหล็กจะสูญเสียความแข็งแรงอย่างรวดเร็ว และอาจนำไปสู่การถล่มของโครงสร้างทั้งหมดได้ในเวลาไม่ถึง 30 นาที
"เหล็กที่ไม่ได้รับการป้องกัน จะสูญเสียความแข็งแรงกว่า 50% เมื่ออุณหภูมิสูงถึง 550°C ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่เพลิงไหม้ทั่วไปสามารถทำได้ภายในไม่กี่นาทีแรกของการลุกไหม้"
มาตรฐานที่ใช้อ้างอิงในไทย
สีกันไฟที่ได้มาตรฐานต้องผ่านการทดสอบตามมาตรฐานสากล 2 ตัวหลัก คือ ASTM-E119 (มาตรฐานอเมริกา) และ ISO 834 (มาตรฐานสากล) ซึ่งทดสอบความสามารถในการทนไฟของโครงสร้างเป็นระยะเวลาที่กำหนด โดยจำลองสภาวะเพลิงไหม้จริงในห้องปฏิบัติการ แล้ววัดว่าโครงสร้างยังคงความแข็งแรงอยู่ได้นานเท่าไหร่ก่อนที่จะเสียหาย
ผลิตภัณฑ์ที่ผ่านมาตรฐานเหล่านี้จะมีใบรับรองระบุระยะเวลาการทนไฟชัดเจน เช่น 1 ชั่วโมง หรือ 2 ชั่วโมง ซึ่งเป็นตัวเลขสำคัญที่ฝ่ายวิศวกรรมและฝ่ายความปลอดภัยของโรงงานต้องใช้อ้างอิงในการออกแบบระบบป้องกันอัคคีภัยทั้งหมด
สัญญาณที่บอกว่าโรงงานควรพิจารณาทาสีกันไฟ
- โครงสร้างเหล็กที่เพิ่งสร้างใหม่ ยังไม่มีการป้องกันไฟใดๆ เลย
- โรงงานที่ต้องผ่านการตรวจสอบมาตรฐาน ISO หรือข้อกำหนดจากบริษัทประกันภัย
- อาคารที่มีความเสี่ยงสูง เช่น มีการใช้สารไวไฟหรือเครื่องจักรที่ทำงานด้วยความร้อนในกระบวนการผลิต
- โรงงานที่ต้องการต่อประกันอัคคีภัยแต่เบี้ยประกันสูงขึ้นเพราะไม่มีระบบป้องกันไฟที่ได้มาตรฐาน
ขั้นตอนการพิจารณาเลือกผู้รับเหมา
ควรเลือกผู้รับเหมาที่มีใบรับรองมาตรฐานชัดเจน ตรวจสอบย้อนกลับได้ มีผลงานอ้างอิงจริงที่เปิดเผยได้ และสามารถอธิบายกระบวนการทำงานทุกขั้นตอนได้อย่างมืออาชีพ ตั้งแต่การเตรียมพื้นผิว การพ่นสี ไปจนถึงการตรวจสอบความหนาของฟิล์มสีหลังทาเสร็จ
สนใจปรึกษาเรื่องสีกันไฟสำหรับโรงงานของคุณ?
ทีมงานของเราพร้อมให้คำปรึกษาฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย
ขอใบเสนอราคาฟรี